จู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ ว่าชีวิตว้าวุ่นของเราในช่วงนี้ จะว่าไปก็คล้ายกับสมัยตัวเองเป็นนักกีฬายูโดมือสมัครเล่น

ท่ามกลางชมรมมากมายในรั้วมหาลัย ชมรมที่เราเลือกเข้าไปนั้น คือชมรมยูโด

เราไม่เคยเล่นยูโด แต่ว่าเราเคยเรียนศิลปะการต่อสู้มาบ้าง

และเราคิดว่าเราชอบ และน่าจะทำได้ดี

เริ่มต้นเรียนได้ไม่กี่เดือน โค้ชก็ชวนเราไปเป็นนักกีฬามหาวิทยาลัย

เรามาถึงตรงนี้ หลายๆ คนอาจจะคิดว่า

อื้อหือ อรวี เธอช่างมีพรสวรรค์มากๆ

แต่เปล่าหรอก จริงๆ แล้วปีของเรานั้นเป็นปีที่คนเข้าชมรมน้อยมาก ขาดแคลนคนสุดๆ

เป็นคำชวนที่บ้ามาก เราว่าเราทำไม่ได้หรอก ไม่เคยเป็นนักกีฬามาก่อนเลย

แต่มีสองประโยคที่พี่เขาพูดกับเรา แล้วมันเปลี่ยนความคิดเราไปตลอดกาล

ถ้าไม่เคยเป็นก็น่าลองนะ ถ้าไม่ลองตอนนี้ที่ยังอยู่มหาลัย จะได้ลองเมื่อไร

พี่ไม่ได้ชวนแกเพราะแกมีพรสวรรค์ แต่พี่ชวนแกเพราะแกมีพรแสวง

สองประโยคนั้นหลอมละลายหัวใจเรา

และแล้ว

ชีวิตเราเองก็เปลี่ยนไปมากเหมือนกัน

แค่เล่นยูโดปกติก็เหนื่อยแล้ว แต่เราต้องซ้อมแบบนักกีฬา

ช่วงนั้นเราออกกำลังกาย วันนึงไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง

ความพีคคือ เราต้องคุมอาหารด้วย

เพราะเราถูก assigned ให้เล่นในรุ่นน้ำหนักรุ่นเล็ก

เราต้องลดน้ำหนักให้ได้ 8 กิโลกรัม เพื่อไปแข่งกีฬา

มันมีหลายๆ ครั้งที่เราอิดโรยมาก และถามตัวเองว่าทำไปเพื่ออะไร

(เราอยากผอมลงก็จริง แต่เราไม่ได้อยากลดมากมายขนาดนั้น)

คำตอบที่เราตอบได้กับตัวเองคือ

เราไม่อยากทำให้โค้ชที่ให้โอกาสเราต้องผิดหวัง

เราไม่อยากทำให้มหาลัยของเราต้องเสียชื่อ

แต่มันก็ไม่เป็นไปเหมือนอย่างที่ภาวนา

วันแข่งใกล้เข้ามาแล้ว และเราก็เครียดมาก

ความเครียดนั้น กระตุ้นให้เราใช้วิธีหักดิบหลายอย่าง

อดอาหารเอย ใช้ยาลดความอ้วนเอย

จนมันมาถึงวันนึง วันที่เราพังหมดทั้งกาย และใจ

เราโยโย่กลับไปน้ำหนักเท่าเดิม

ความฟิตก็ลดลง

สุดท้ายแล้ว เราก็บากหน้าไปถึงที่สนามแข่ง

คนทั้งสนามได้รับรู้ถึงความล้มเหลวของเรา

น้ำหนักเกินมาตั้งเยอะ

ความแข็งแรงก็ไม่มี

น่าขายหน้า

เราเกลียดตัวเองในตอนนั้นมาก

เป็นความผิดของพี่เขา ที่เร่งรัดเราเกินไป จนทำให้เราต้องเจอแบบนี้

โมเมนต์นั้น เรากะว่าเราจะเลิกเล่นละ ไอ้ยูโดเนี่ย

.

.

เราหายไปซักพักใหญ่ๆ….

แต่เวลาผ่านไป เรากลับคิดถึง….

เรายังอยากเล่นอยู่นี่นา…..

กว่าจะคิดได้ว่าจริงๆ แล้ว กีฬายูโดไม่ได้ผิด

โค้ช และมหาลัยก็ไม่ได้ผิด

แต่เป็นตัวเราเอง

ตัดสินใจเลือกเอง

ตัดสินใจหักดิบแบบผิดๆ เอง

ใจนึงก็สมเพชตัวเอง

แต่อีกใจนึงก็บากหน้าตัวเอง กลับไปเล่นยูโดอีกครั้ง

ชมรมใจดี ยังต้อนรับอดีตนักกีฬาที่น่าขายหน้าอย่างเรา

แม้ว่าเราจะไม่ใช่คนที่มี potential

แต่เขายังมองเห็นเราเป็นครอบครัว

สุดท้ายเราอยู่ชมรมนี้ยาวนานจนเรียนจบ

เราไม่เคยคว้ารางวัลใหญ่ๆ ได้ แต่ก็พอช่วยคว้ารางวัลเล็กๆ มาให้ได้บ้าง หอมปากหอมคอ

สนุก และไม่รู้สึกเหนื่อยกับการซ้อมอีก

และกล้าเรียกได้ว่าชมรมนั้น เป็นบ้านหลังที่สองของเรา

.

.

.

.

เรื่องนี้จบแบบ Happy Ending

.

.

.

นั่นคืออดีตของเรา

.

.

.

เราเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเราเคยมีอดีตแบบนี้ และมันก็มีเรื่องราวคล้ายๆ กับปัจจุบันของเราชอบกล

สิ่งที่ต่างกันก็คือ ตอนนี้เรายังดำเนินมาไม่ถึงตอนจบ
…ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันใช้เปรียบเทียบกันได้ไหม
…ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะเป็นไปได้ไหม ที่จะมีตอนจบแบบเดียวกัน
 
สถานการณ์ปัจจุบันมันซับซ้อน
แถมเราเองก็คงไม่ใช่สาวน้อยมหาลัยที่ยังน่าเอ็นดูเหมือนตอนนั้นแล้ว

*บทความนี้เขียนขึ้นครั้งแรกในเวอร์ชันสำหรับลง Facebook (และยังไม่ได้แก้ให้เป็นเวอร์ชันบทความ ฮ่าๆ)