จำลองการเรียน MBA ที่จุฬา ผสมผสานกับกิจกรรมบูรณาการต่างๆ นี่คือนิยามแบบสั้นๆสำหรับ JUMC โครงการ 1 เดือน ที่จัดต่อเนื่องมาเป็นเวลานับสิบปีแล้ว มีคำถามจากเพื่อนฝูงหลั่งไหลเข้ามามากมายตั้งแต่อรวีได้เข้าร่วมโครงการ JUMC รุ่นที่ 10 เชื่อว่าคำถามเหล่านี้มีประโยชน์กับผู้ที่สนใจสมัครโครงการในรุ่นต่อๆไป และอรวีก็จะขอตอบสไตล์ “เพื่อนตอบเพื่อน” คือคำตอบจะอิงกับความรู้สึกจริงมากที่สุด ไม่มีอ๊งไม่มีแอ๊บ นอกจากน้ีจะขอแนะนำ JUMC NEXT 11 เจเนอเรชั่นใหม่ของ JUMC!

Junior MBA Chula คืออะไร?

ขออ้างอิงคำตอบจากภาพนี้

jumc-what-is

เอาเป็นว่าสำหรับรายละเอียดอย่างเป็นทางการทั่วๆไปของโครงการ ขอให้ทุกท่านติดตามผ่านช่องทางของโครงการโดยตรง ได้แก่ เว็บไซต์ ไม่ก็เฟสบุ๊คโครงการได้นะคะ

ทำอะไรกันบ้างในหนึ่งเดือน?

Lecture โดยอาจารย์จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ

แต่ละวันประกอบไปด้วย Lecture ประมาณ 1-2 คลาส เช่น เรื่องบัญชีบริหาร, organizational behavior และคอร์สเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น real estate ที่เราได้เคยเขียนสรุปไว้แล้ว เป็นต้น

สรุปความรู้ที่เราเคยเขียน

สรุปความรู้ที่เราเคยเขียน

บรรยายโดย Guest Speaker

นอกจากเลคเชอร์โดยอาจารย์สายวิชาการแล้ว ในแต่ละวันก็จะมีการเชิญ Guest Speaker ประมาณ 1-2 คนมาให้การบรรยาย อย่างของ JUMC10 ก็มี Modern Branding โดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ, Global Logistic Trend โดยคุณอานุสรา จิตต์มิตรภาพ, SME โดยคุณสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล เป็นต้นโดยส่วนตัวเราค่อนข้างชอบ session นี้มาก ได้แรงบันดาลใจเต็มเปี่ยม

คุณอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ จาก Pantip.com

คุณอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ จาก Pantip.com

JUMC พี่พบ JUMC น้อง และแนะนำหลักสูตร MBA จุฬาฯ

Session พูดคุยแลกเปลี่ยนจากรุ่นพี่ JUMC รวมถึงรุ่นพี่ที่เรียน MBA จุฬาฯ ได้เจอรุ่นพี่เยอะ ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี

11406909_10152813177456697_2908931481749739466_n

ทริปดูงาน

มีวันนึงที่จะเป็นการพาออกไปดูงานนอกสถานที่ เช่น สำหรับ JUMC10 คือที่ไปรษณีย์ไทย ได้เห็นระบบเครื่องจักรยิ่งใหญ่อลังการ

Business Trip

ชื่อ Business Trip เพราะเป็นการไปดูงานที่เกี่ยวข้องกับโปรเจค แต่จริงๆเป็นการได้ไปเที่ยว ไปทำกิจกรรมสนุกๆด้วยกันไปในตัว เป็นช่วงเวลาที่เพื่อนๆจะแน่นแฟ้นและสนิทกันเร็วมาก

11401471_10204773175785461_3172472782232287870_n

ลุยต่างจังหวัดทำกิจกรรมกัน

กิจกรรมกีฬาสี

ย้อนวันวานกันหน่อย 5555 กีฬาสีก็มีนะ! และเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างความกลมกลืนกันได้เป็นอย่างดี จำได้ว่าสนุกมากๆ ทุกคนใส่เต็มกันสุดๆ

10985211_10205486451653692_8801223268487447588_o

โปรเจค

ได้ทำงาน ทำโปรเจค ที่สอดคล้องกับ Requirement จริงๆที่มีค่ะ อย่างของปีพวกเราคือการคิดแผนการตลาดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้จังหวัดจันทบุรี รวมถึงโปรเจคใหญ่ คือการทำธุรกิจจริง ภายใต้งบประมาณ และเวลาที่จำกัด นี่แหละชีวิตแบบเด็ก MBA เป็นประสบการณ์ที่ทั้งท้าทาย และสนุกมากๆ มีทั้งการต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ได้ใช้เวลากับเพื่อนในกลุ่ม ปรึกษากัน ทำงานกัน สนิทกันสุดๆไปเลย

11707829_10206920860560452_4389280802651812166_o

11230777_1137493522934220_170546856963026437_n

อีกหนึ่งการตลาดในโปรเจคของกลุ่มแปด

10361039_10152976768146056_418690151898053594_n

ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเจ็ด

11705670_10205894450093082_5968217252091570369_o

การพรีเซนต์ก็แสนเข้มข้น

 

แล้วคิดว่า JUMC ดีไหม

เราคิดว่าคุ้มค่าที่ได้มานะ 🙂 ถ้าถามเรานะ โครงการนี้ได้มอบสองสิ่งสุดยอดมาให้เรา ขนาดที่ว่าเราซึ่งเคยไปโครงการนู่นนี่มาเยอะ ก็ยังอดทึ่งไม่ได้ สิ่งแรกคือ เพื่อนน่าคบ และสิ่งที่สองก็คือ แรงบันดาลใจที่ลุกโชน ม๊ากกก

เพื่อนที่ JUMC นี่เป็นยังไงหรอ

โหวววว ตอนเราเจอแต่ละคนครั้งแรกนี่เราอึ้งไปเลย ไม่เคยเจอคนน่าสนใจมารวมกันในที่เดียวมากขนาดนี้มาก่อน แต่ละคนเพิ่งจะอายุ 22-27 กันเอง แต่ดูทำอะไรกันมาเยอะมากเลย คนที่เป็นนักธุรกิจแล้วก็มี คนที่ทำงานประจำก็มี ไม่เป็นคนเก่ง ก็เป็นคน passion แรง

มีทั้งติวเตอร์มีชื่อ, นักเขียน best seller, พิธีกร, เจ้าของร้านเสื้อผ้าขายดี, เจ้าของร้านเบเกอรี่ผู้จบด้านสันติภาพมาจากอเมริกา เป็นต้น

อาจจะฟังดูโหด แต่ทุกๆคนก็เป็นคนน่ารัก หลายๆคนเป็นคนตลกด้วยซ้ำ 555 จริงๆก็ยอมรับว่าในหนึ่งเดือนอาจจะยังไม่ถึงกับสนิทได้ครบทุกคน แต่ที่แน่ๆคือจะสนิทกับคนในกลุ่มของตัวเองมากๆๆๆๆๆๆ กลุ่มเรารักกันโครตๆอะ ช่วงโครงการนี้เม้าส์มอยกันตลอด คุยได้ทุกเรื่องเลย จบโครงการแล้วก็ยังมีติดต่อคุยกันอยู่เรื่อยๆไม่ขาดหาย

สิ่งที่เราว่าน่าสนใจก็คือ ด้วย Background ที่ต่างกันของแต่ละคน ทำให้เรารับฟังซึ่งกันและกันมาก ในขณะเดียวกันก็สามารถเข้ากันได้ดี เพราะค่อนข้างเป็นคน type เดียวกัน 🙂

JUMC10 Group8 Love

เครดิตพี่พิม กลุ่มเราเอง

screenshot-www.facebook.com 2016-01-31 20-01-11

นอกจากเพื่อนแล้ว เรายังพบว่ารุ่นพี่เองก็ดีมากๆเหมือนกัน ตลอดโครงการจะมีโอกาสได้พบกับรุ่นพี่ที่แวะเวียนมาเยี่ยมบ่อยๆ ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่กับรุ่นเดียวกัน แต่กับรุ่นพี่เราก็ยังมีติดต่อกัน ช่วยเหลือกันเรื่อยๆ ^_^

จบโครงการแล้ว จะทำอะไรก็ยังมีกำลังใจต่างๆเข้ามาอยู่ ^^

Screenshot_6

แล้วที่ว่าได้แรงบันดาลใจนี่มันต่างกับที่อื่นๆหรอ

เราคิดว่าต่างอะ คือทุกวันนี้เวลานึกถึง JUMC เรายังนึกถึงตัวเองที่ไฟลุกโชนได้อยู่เลย เราได้เห็นพี่ที่เป็นนักเขียน best seller เราอยากไปอยู่จุดเดียวกับเขาได้มั่งจัง… เราได้เห็นคนที่อายุไล่เลี่ยกัน ซึ่งสามารถมีการงานที่ดี หาเลี้ยงตัวเองได้ มันก็เป็นแรงผลักดันนะ

เราได้พบกับ Guest speakers ที่น่าสนใจในทุกๆวัน แต่ละคนก็จะมาเล่าประสบการณ์ของตัวเอง หลายๆคนเผยให้เรายอมรับว่าเขาคู่ควรขนาดไหน พวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความมุ่งมั่นตั้งใจ เช่น หนึ่งในคนที่เราประทับใจมากที่สุดคือพี่ไอซ์ Iczzz เป็นนักธุรกิจและนัก’ให้’ ตัวจริง และยังเป็นศิษย์เก่าของ JUMC ด้วย

พอได้มาแล้วเราก็บอกกับตัวเองเลยว่า จากเดิมที่คิดว่าตัวเองขยันอยู่แล้ว ก็รู้สึกอยากจะขยันขึ้นๆไปอีก จากเดิมที่คิดว่าทุกวันนี้ทำเต็มที่แล้ว ก็ยิ่งอยากจะทำให้เต็มที่ขึ้นๆไปอีก

ไอดอลเราเอง ^^

โหวว มีแต่คนเจ๋งๆ แล้วอรวีติดเข้ามาได้ไงอะ?

55555555555555555 แร๊งงงงงงงงงงงง

ยอมรับเลยว่าทุกคนเจ๋งมากๆ วันที่ไปสัมภาษณ์แล้วได้เจอเพื่อนที่มาสัมภาษณ์ด้วยกันนี่ ยังทึ่งเลย ดีใจมากที่ติดเข้ามาได้ สมาชิก JUMC#10 ทั้งหมด 88 คน ต่างผ่านการคัดเลือกมาจากผู้สมัครทั้งหมด 784 คน เพราะงั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ถ้าถามเราเราว่าต้องเริ่มจากการมีความตั้งใจก่อน บางคนทำใบสมัครมาแบบขำๆ แต่เราตั้งใจทำโครตๆเลย เขียนตั้งหลายวันแน่ะ พอมาสัมภาษณ์ก็จะเห็นบางคนที่ทำงานแล้ว แต่ leave without pay มาเพื่องานนี้เลยก็มีเหมือนกัน!

อีกเรื่องที่อยากฝากคือเราคิดว่า คนสายพันธุ์ JUMC คือนักถ่ายทอด อาจจะเป็นคนที่ทำกิจกรรมมาเยอะ หรือทำมาไม่เยอะ แต่สามารถเล่าถึงสิ่งที่ทำได้อย่างเต็มที่ เราว่าการถ่ายทอดสำคัญมากๆ เราเองก็มีการทำการบ้าน เตรียมพร้อมเรื่องการถ่ายทอดเกี่ยวกับตนเองมาพอสมควรเลยนะ อ่านประวัติคร่าวๆของอรวีได้ที่นี่ (แต่ยังไม่ได้เรียบเรียงนะ แหะๆ :P)

แล้วเรื่องความรู้ล่ะ?

“เรียน MBA ด้วยระยะเวลาสั้นๆเพียง 1 เดือน” พวกเราทำได้แค่เรียน Intro ของแต่ละวิชาเท่านั้นเองแหละ 55 สิ่งที่ได้รับจริงๆจะเป็นความรู้พื้นฐานให้พอรู้จักคำศัพท์และพอเป็นไอเดียคร่าวๆ ซึ่งอย่างน้อยก็ช่วยให้ค้นคว้าต่อเองได้ และตัดสินใจได้ว่าเราสนใจ MBA จริงๆไหม

ถ้าถามเรา เราว่า JUMC คือการ จำลอง”ชีวิต”นักศึกษา MBA มากกว่า เพราะความจริงแล้วพวกเราไม่ใช่แค่มาเรียน แต่มาเรียนรู้การทำงานเป็นทีม ทำกิจกรรมต่างๆ มีการทำโปรเจค พรีเซนต์กันจริงจัง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักศึกษา MBA ต้องเจอ เป็นโครงการเชิงประสบการณ์มากกว่าเชิงความรู้ ซึ่งความจริงก็เป็นแบบที่เราเองมองหาน่ะแหละ

แต่จุดอ่อนเรื่องนี้เอง ทำให้ JUMC 11 หรือในชื่อใหม่ว่า JUMC NEXT 11 ได้เพิ่มความสตรองของส่วน academic มากขึ้น โดยจะเน้นการถ่ายทอดเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ได้เลย มากกว่าการเรียน intro นั่นเอง! น่าสนใจมากๆเลยสำหรับรุ่นใหม่
11334166_10205894484253936_5125376882289807359_o

 

JUMC เหมาะและไม่เหมาะกับใคร?

JUMC เหมาะกับ

  • คนที่ active ค่อนข้างเป็นเด็กกิจกรรม: อย่างที่ได้บอกไปว่าโครงการค่อนข้าง activity-based
  • คนทุกสายอาชีพ
    อย่างที่เราได้บอกไปว่าเรียนแค่พื้นฐาน ดังนั้นไม่ว่าคุณจะมาจากสายไหน ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะตามไม่ทัน ส่วนคนที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว (มาจากสายบริหารหรือบัญชี) ความรู้ส่วนใหญ่คุณคงจะเคยเรียนมาบ้างแล้วอ่านะ
  • คนที่เห็นความสำคัญของ connection
    ที่นี่เน้นย้ำเรื่องความสำคัญของ connection มากๆ ทุกคนยินดีสนับสนุนและให้คำปรึกษากันและกัน ใครที่มาตามหา connection นี่แหละเหมาะโครตๆ
  • คนที่ตามหาแรงบันดาลใจ
    มีเพื่อนคนนึงกล่าวไว้ว่าเขาสมัครโครงการนี้เพราะรู้สึกเริ่มเบื่อชีวิตการทำงาน จึงอยากมาจุดไฟให้กับตัวเองอีกครั้ง และบอกได้เลยว่า JUMC สามารถมอบไฟการทำงานให้เราได้จริงๆ

JUMC ไม่เหมาะกับ

  • คนที่สุขภาพไม่แข็งแรงมากนัก หรือมีโรคประจำตัว
    บอกเลยว่าเข้าโครงการนี้แล้ว “ร่างพัง” คือเหนื่อยม๊ากกก พักผ่อนไม่พอสุดๆ แต่ละคนนี่หน้าย่นใต้ตาคล้ำกันเป็นแถบ 5555 ระหว่างโครงการก็มีเพื่อนหลายคนที่เริ่มป่วยบ้างอะไรบ้าง อรวีนี่ป่วยเอาตอนคืนวันสุดท้ายพอดี ไข้พุ่งเลยทีเดียว
    ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนที่แอบป่วยง่าย ก็ขอให้พยายามดูแลตัวเองอย่างเต็มที่นะคะ เขาบ้ากันก็ไม่จำเป็นต้องบ้าตามเขามาก 555
  • คนที่ยังต้องทำงานทำการอยู่
    อย่างที่บอกไปแล้วว่าโครงการนี้เหนื่อยมาก จากเดิมที่คิดว่า เรียนช่วงบ่ายโมง-สามทุ่ม จันทร์-ศุกร์ ก็โหดมากแล้ว แต่เอาเข้าจริงมันไม่ใช่แค่นั้น! มันไม่ได้จบแค่สามทุ่มค่ะคุณขา เสาร์อาทิตย์ก็ไม่ถึงกับว่าง
    มีเพื่อนๆหลายคนเลยที่มาโครงการนี้โดยที่ยังต้องทำงานอยู่ แต่จากเดิมที่สัญญากับเจ้านายไว้อย่างนึง เอาเข้าจริงก็ยากที่จะทำให้สำเร็จได้ แต่ถ้างานช่วงนี้ไม่หนักมาก ก็ยังโอเคนะ เพราะหลายๆคนก็บริหารจัดการได้
  • คนที่ต้องการเก็บเงิน
    ถึงแม้ว่าค่าเรียนจะถือว่าไม่แพง แต่ค่าอื่นๆที่ตามมาระหว่างโครงการนี่ก็ไม่ใช่เล่นๆนะครับ กิจกรรมเราเยอะมาก และ production เราก็ใหญ่มากๆ จัดเต็มในทุกๆงาน นอกจากกิจกรรมก็ยังมีสังสรรค์อยู่บ่อยๆ บอกเลยว่าคนที่หวังจะออมเงินในช่วงนี้นี่ยากละ 555 แต่ก็แค่หนึ่งเดือนแหละค่ะ ดังนั้นก็เต็มที่กันไปเหอะเนอะ

อยากสมัคร JUMC แนะนำหน่อย

โครงการนี้เราต้องการคน active หน่อยเนอะ ซึ่งความ active มันก็ดูได้จากหลายๆอย่าง จากประวัติที่ผ่านๆมาก็ดี หรือจากทักษะการนำเสนอตัวเองก็ดี

สำหรับตัวเราเอง เราเป็นเด็กจบใหม่ค่ะ ยังไม่มีประวัติการทำงานมาก่อน แต่อาศัยว่าทำกิจกรรมมาหลากหลาย ในขณะที่รุ่นพี่อีกคน ไม่ใช่เด็กกิจกรรมมาก่อน แต่มีประวัติการทำงานที่น่าสนใจ และเขาเล่าถึงมันได้ดีมากๆ อะไรแบบนี้เป็นต้นค่ะ

แต่อัปเดตสำคัญที่น่าตื่นเต้นก็คือ ปีนี้จะไม่ใช่โครงการ JUMC 11 ธรรมดาแล้ว แต่ JUMC จะถูกรีแบรนด์ใหม่มาเป็น JUMC NEXT ดังนั้นปีนี้จะใช้ว่า JUMC NEXT 11 ค่ะ

ห๊ะ? แล้วอะไรคือ JUMC NEXT ต่างจากเดิมยังไง

สาเหตุที่รีแบรนด์ เพราะว่าเมื่อปีที่แล้วได้มีโครงการใหม่อีกโครงการชื่อว่า JUMC WOW ซึ่งผลตอบรับดีทีเดียว ทำให้สมาคม ตัดสินใจทำ JUMC WOW ต่ออย่างจริงจัง และเปลี่ยนชื่อ JUMC ปกติ มาเป็น JUMC NEXT เพื่อความไม่สับสนนั่นเอง

JUMC NEXT เริ่มต้นด้วยเลข 11 เลย เพราะมันก็คือ JUMC รุ่นที่ 11 นั่นแหละค่ะ ดังนั้นรูปแบบส่วนใหญ่จะไม่ต่างจากเดิมที่ได้เล่ามา แต่คิดว่ามันจะดีขึ้นกว่าเดิมอีก เพราะจุดบกพร่องต่างๆจะถูกปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น เช่น ความเข้มข้นของ academic เป็นต้น

สิ่งที่ต่างจากเดิมชัดๆคงจะเป็นเรื่องการรับสมัคร จากเดิมสองรอบ จะเพิ่มมาเป็นสามรอบ ได้แก่

  • รอบแรก ยื่นใบสมัครทางออนไลน์ คัดเลือกรอบแรกจากใบสมัคร
  • รอบที่สอง สอบข้อเขียนที่สนามสอบ
  • รอบที่สาม สอบสัมภาษณ์ โดยรุ่นพี่จาก MBA หลักสูตร young executive

เพื่อความเข้มข้นถึงเนื้อถึงขิงกว่าเดิมมั้งคะ ท่าจะมันน่าดู

ถ้างั้น JUMC NEXT กับ JUMC WOW ต่างกันยังไง

สิ่งที่ควรทราบก็คือ

JUMC NEXT JUMC Wow
ผู้สมัครอายุ 22-27 ปี ผุ้สมัครอายุ 25-35 ปี
ผู้สมัครมีหรือไม่มีประสบการณ์ทำงานก็ได้ ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์ในการทำงาน บริหารงาน หรือทำธุรกิจ
วัตถุประสงค์ของโครงการ JUMC NEXT คือ เพื่อแนะนำหลักสูตร MBA พ่วงด้วยกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนได้มีเพื่อนใหม่ๆเพิ่มขึ้น วัตถุประสงค์ของโครงการ JUMC Wow คือ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์การทำงานกับผู้อื่น รวมถึงการสานสัมพันธ์เพื่อต่อยอดทางธุรกิจในอนาคต
ค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมโครงการสำหรับ JUMC NEXT 11 รวม 5,900 บาท ค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมโครงการสำหรับ JUMC Wow 2 รวม 59,000 บาท

หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆที่สนใจโครงการ JUMC: Junior MBA Chula นะคะ สำหรับข้อมูลการรับสมัครขอให้ติดตามที่ JUMC NEXT Website ได้เลยนะ ในฐานะ JUMC คนนึง ยินดีแชร์ข้อมูลและตอบข้อสงสัยของเพื่อนๆค่ะ ^^ อยากให้มาๆ