JUMC Q&A

JUMC Q&A ถาม-ตอบเจาะลึกโครงการ JUMC

มีคำถามจากเพื่อนฝูงหลั่งไหลเข้ามามากมายตั้งแต่อรวีได้เข้าร่วมโครงการ JUMC รุ่นที่ 10 เชื่อว่าคำถามเหล่านี้มีประโยชน์กับผู้ที่สนใจสมัครโครงการในรุ่นต่อๆไป และอรวีก็จะขอตอบสไตล์ “เพื่อนตอบเพื่อน” คือคำตอบจะอิงกับความรู้สึกจริงมากที่สุด ไม่มีอ๊งไม่มีแอ๊บ

Junior MBA Chula คืออะไร?

คำถามนี้มีคนตอบให้เยอะแล้ว ดังนั้นอรวีจะไม่ขอตอบซ้ำๆเนอะ หาคำตอบได้ที่เว็บหลัก ไม่ก็เฟสบุ๊คโครงการได้นะคะ ตัวอย่าง:

JUMC นี่ดีไหม?

ช่างเป็นคำถามสั้นๆที่ถามกันมามากจริงๆ

ถ้าถามเรา เราว่าดีมากเลยนะ 🙂 หลักๆก็คือว่าโครงการนี้ได้มอบสองสิ่งสุดยอดมาให้เรา ขนาดที่ว่าเราซึ่งเคยไปโครงการนู่นนี่มาเยอะ ก็ยังอดทึ่งไม่ได้

สิ่งแรกคือ เพื่อน

เราการันตีเลยคนในโครงการนี้น่าคบหารู้จักจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันหรือรุ่นพี่ ทุกคนล้วนมีของ มีความเจ๋งอยู่ในตัว เป็นสุดยอด connection จริงๆ!

จริงๆก็ยอมรับว่าจบโครงการไปอาจจะยังไม่ถึงกับสนิทกับทุกคนในโครงการ แต่ที่แน่ๆคือจะสนิทกับคนในกลุ่มของตัวเองมากๆๆๆๆๆๆ กลุ่มเรารักกันโครตๆอะ ช่วงโครงการนี้เม้าส์มอยกันตลอด คุยได้ทุกเรื่องเลย จบโครงการแล้วก็ยังมีติดต่อคุยกันอยู่เรื่อยๆไม่ขาดหาย

11223819_10152985213506687_8652740274062759162_n

สิ่งที่สองคือ แรงบันดาลใจ

โครงการนี้ทำให้เราไฟลุกจริงๆนะ ได้แรงบันดาลใจใหม่ๆแทบทุกวันเลยจริงๆ ทั้งจากการแชร์ประสบการณ์ของรุ่นพี่และวิทยากร รวมถึงจากเพื่อนด้วยกันเอง ใครจะไปคิดว่าคนที่อายุไม่ต่างจากเรามาก จะเคยผ่านประสบการณ์มาโชกโชน คิดใหญ่ทำใหญ่กันมามากมายขนาดนี้

จากเดิมที่คิดว่าตัวเองขยันอยู่แล้ว ก็รู้สึกอยากจะขยันขึ้นๆไปอีก

จากเดิมที่คิดว่าทุกวันนี้ทำเต็มที่แล้ว ก็ยิ่งอยากจะทำให้เต็มที่ขึ้นๆไปอีก

โห มีแต่คนเจ๋งๆทั้งนั้นเลยหรอ?

ใช่ๆๆ ยกตัวอย่างรุ่นพี่เจ๋งๆก็มีพี่ไอซ์ Iczzz เป็นทั้งนักธุรกิจและนักสร้างแรงบันดาลใจ ไอดอลตลอดกาลของเรา

รุ่นเราเองก็มีนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงมากมาย อย่างเช่น  กระเป๋าหนังแท้ Fond  skin care คุณภาพเยี่ยม Bakis  เบเกอรี่ A peace of cake ของพี่ที่จบด้านเสรีภาพจากอเมริกา (ดิฉันฟังแล้วขนลุกมากข่ะ) รวมถึงอาชีพต่างๆ เช่น นักเขียนเจ้าของเพจวินนี่   ฯลฯ เยอะแยะมากมายจริงๆ

แล้วอรวีติดเข้ามาได้ไงอะ?

555555 แร๊งงงงงงงงงงงง

ยอมรับเลยว่าวันที่ไปสัมภาษณ์นี่รู้สึกว่าความหวังที่จะติดดูจะริบหรี่มาก แค่การพูดคุยแนะนำตัวสั้นๆในห้องรอสัมภาษณ์ก็ทำให้เราได้เห็นแล้วว่าใครมีแววบ้าง ซึ่งบอกเลยว่าเยอะมากกกกกก ทุกคนน่าสนใจมากๆ

แต่อาจจะเป็นเพราะว่าด้วยตัวคณะ มหาวิทยาลัย และโปรไฟล์หลายๆอย่างของเรามีความแตกต่างไม่เหมือนใครล่ะมั้ง ถึงทำให้เราติดเข้ามาได้  (อ่านประวัติคร่าวๆของอรวีได้ที่นี่) 😛

แล้วเรื่องความรู้ล่ะ?

เรื่องตลกเล็กๆก็คือ JUMC ประกาศตัวเองว่าเป็นโครงการ “จำลองการเรียน MBA” ดังนั้นคนส่วนใหญ่ที่เข้าโครงการนี้จึงคาดหวังว่าจะได้รับความรู้อย่างเต็มเปี่ยม

แต่แท้จริงแล้วด้วยระยะเวลาสั้นๆเพียง 1 เดือน พวกเราทำได้แค่การเรียน Intro ของแต่ละวิชาเท่านั้นเองแหละ 55 สิ่งที่ได้รับจริงๆจะเป็นความรู้พื้นฐานให้พอรู้จักคำศัพท์และพอเป็นไอเดียคร่าวๆ ซึ่งอย่างน้อยก็ช่วยให้ค้นคว้าต่อเองได้ และตัดสินใจได้ว่าเราสนใจ MBA จริงๆไหม

แต่ถ้าถามเรา เราว่า JUMC ควรจะประกาศตัวเองใหม่เป็นโครงการ จำลอง”ชีวิต”นักศึกษา MBA มากกว่า เพราะความจริงแล้วพวกเราไม่ใช่แค่มาเรียน แต่มาเรียนรู้การทำงานเป็นทีม ทำกิจกรรมต่างๆ มีการทำโปรเจค พรีเซนต์กันจริงจัง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักศึกษา MBA ต้องเจอ

สรุปก็คือเราว่าโครงการ JUMC เป็นโครงการเชิงประสบการณ์มากกว่าเชิงความรู้ ซึ่งเอาเข้าจริงเราว่ามีประโยชน์กว่าการมานั่งเรียนเพียวๆมากเลยนะ 🙂

ทำอะไรกันบ้างในหนึ่งเดือน?

มี Lecture โดยอาจารย์จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ

แต่ละวันประกอบไปด้วย Lecture ประมาณ 1-2 คลาส เช่น เรื่องบัญชีบริหาร, organizational behavior, real estate ที่เราได้เคยเขียนสรุปไว้แล้ว

มีบรรยายโดย Guest Speaker

นอกจากเลคเชอร์โดยอาจารย์สายวิชาการแล้ว ในแต่ละวันก็จะมีการเชิญ Guest Speaker ประมาณ 1-2 คนมาให้การบรรยาย อย่างของ JUMC10 ก็มี Modern Branding โดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ, Global Logistic Trend โดยคุณอานุสรา จิตต์มิตรภาพ, SME โดยคุณสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล เป็นต้น

โดยส่วนตัวเราค่อนข้างชอบ session นี้มาก ได้แรงบันดาลใจเต็มเปี่ยม

คุณอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ จาก Pantip.com

คุณอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ จาก Pantip.com

JUMC พี่พบ JUMC น้อง และแนะนำหลักสูตร MBA จุฬาฯ

Session พูดคุยแลกเปลี่ยนจากรุ่นพี่ JUMC รวมถึงรุ่นพี่ที่เรียน MBA จุฬาฯ ได้เจอรุ่นพี่เยอะดี ดีนะ 🙂

11406909_10152813177456697_2908931481749739466_n

ทริปดูงาน

จะมีอยู่หนึ่งวันที่จะเป็นการพาออกไปดูงานนอกสถานที่ เช่น สำหรับ JUMC10 คือที่ไปรษณีย์ไทย ได้เห็นระบบเครื่องจักรยิ่งใหญ่อลังการ

Business Trip

จะมีเสาร์-อาทิตย์นึงที่จะเป็นทริปต่างจังหวัด ที่จะได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ช่วงนี้เป็นช่วงที่ได้สนิทกับเพื่อนมากๆๆๆ แถมยังได้มุมมองความรู้เพิ่มเติมอีกหน่อยจากการออกดูงาน

กิจกรรมกีฬาสี

จะมีอยู่หนึ่งเสาร์ที่จะเล่นกิจกรรมกีฬาสีกัน 🙂 จัดหนักจัดเต็ม สนุกครื้นเครง

10985211_10205486451653692_8801223268487447588_o

โปรเจค

ตลอดโครงการจะมีโปรเจคทั้งหมดสองโปรเจค ซึ่งเราก็ว่าดีเหมือนกัน เพราะการทำโปนเจคทำให้เราได้ใช้เวลากับเพื่อนในกลุ่ม ปรึกษากัน ทำงานกัน สนิทกันสุดๆไปเลย ได้เวทีที่เราจะประยุกต์ใช้ความรู้ แถมได้ความภาคภูมิใจในงานของตัวเอง

11707829_10206920860560452_4389280802651812166_o

11424659_10206896641274985_9017489469139830528_o

JUMC เหมาะและไม่เหมาะกับใคร?

JUMC เหมาะกับ

  • คนที่ active และเป็นเด็กกิจกรรม: อย่างที่ได้บอกไปว่าโครงการค่อนข้าง activity-based
  • คนทุกสายอาชีพ
    อย่างที่เราได้บอกไปว่าเรียนแค่พื้นฐาน ดังนั้นไม่ว่าคุณจะมาจากสายไหน ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะตามไม่ทัน ส่วนคนที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว (มาจากสายบริหารหรือบัญชี) ความรู้ส่วนใหญ่คุณคงจะเคยเรียนมาบ้างแล้วอ่านะ
  • คนที่เห็นความสำคัญของ connection
    ที่นี่เน้นย้ำเรื่องความสำคัญของ connection มากๆ ทุกคนยินดีสนับสนุนและให้คำปรึกษากันและกัน ใครที่มาตามหา connection นี่แหละเหมาะโครตๆ
  • คนที่ตามหาแรงบันดาลใจ
    มีเพื่อนคนนึงกล่าวไว้ว่าเขาสมัครโครงการนี้เพราะรู้สึกเริ่มเบื่อชีวิตการทำงาน จึงอยากมาจุดไฟให้กับตัวเองอีกครั้ง และบอกได้เลยว่า JUMC สามารถมอบไฟการทำงานให้เราได้จริงๆ

JUMC ไม่เหมาะกับ

  • คนที่สุขภาพไม่แข็งแรงมากนัก หรือมีโรคประจำตัว
    บอกเลยว่าเข้าโครงการนี้แล้ว “ร่างพัง” คือเหนื่อยม๊ากกก พักผ่อนไม่พอสุดๆ แต่ละคนนี่หน้าย่นใต้ตาคล้ำกันเป็นแถบ 5555
    ระหว่างโครงการก็มีเพื่อนหลายคนที่เริ่มป่วยบ้างอะไรบ้าง อรวีนี่ป่วยเอาตอนคืนวันสุดท้ายพอดี ไข้พุ่งเลยทีเดียว
    ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนที่แอบป่วยง่าย ก็ขอให้พยายามดูแลตัวเองอย่างเต็มที่นะคะ เขาบ้ากันก็ไม่จำเป็นต้องบ้าตามเขามาก 555
  • คนที่ยังต้องทำงานทำการอยู่
    อย่างที่บอกไปแล้วว่าโครงการนี้เหนื่อยมาก จากเดิมที่คิดว่า เรียนช่วงบ่ายโมง-สามทุ่ม จันทร์-ศุกร์ ก็โหดมากแล้ว แต่เอาเข้าจริงมันไม่ใช่แค่นั้น! มันไม่ได้จบแค่สามทุ่มค่ะคุณขา เสาร์อาทิตย์ก็ไม่ถึงกับว่าง
    มีเพื่อนๆหลายคนเลยที่มาโครงการนี้โดยที่ยังต้องทำงานอยู่ แต่จากเดิมที่สัญญากับเจ้านายไว้อย่างนึง เอาเข้าจริงก็ยากที่จะทำให้สำเร็จได้ แต่ถ้างานช่วงนี้ไม่หนักมาก ก็ยังโอเคนะ เพราะหลายๆคนก็บริหารจัดการได้
  • คนที่ต้องการเก็บเงิน
    ถึงแม้ว่าค่าเรียนจะไม่แพง แต่ค่าอื่นๆที่ตามมาระหว่างโครงการนี่ก็หูฉี่เลยครัฟ กิจกรรมเราเยอะมาก และ production เราก็ใหญ่มากๆ จัดเต็มในทุกๆงาน นอกจากกิจกรรมก็ยังมีสังสรรค์อยู่บ่อยๆ บอกเลยว่าคนที่หวังจะออมเงินที่ยากม๊ากกกก เป็นหนึ่งเดือนแห่งความจนเลยล่ะเธอ ทำใจเนอะ

โครงการนี้คัดเลือกคนยังไง?

//รายละเอียดทั้งหมด เครดิตพี่ตั้ม

สำหรับการสมัคร JUMC นั้นจะมีการคัดเลือกทั้งหมดสองรอบด้วยกัน รอบแรกคือการกรอกใบสมัครและตอบคำถาม 4 ข้อออนไลน์ โดยคำถามทั้งสี่ข้อจะวัดความคิดรวมถึงทัศนคติเกี่ยวกับตัวคุณต่อการทำธุรกิจ ซึ่งคนที่ต้องการสมัครจริงๆ ก็ควรที่จะตั้งใจคิดคำตอบสำหรับคำถามทั้งสี่อย่างจริงจัง เพราะรอบนี้ได้คัดคนจนเหลือประมาณ 155 คน จะเห็นได้ว่าจำนวนผู้เข้ารอบนั้นมีเพียง 20% จากผู้สมัครทั้งหมด

ขั้นตอนต่อมาจะเป็นการคัดเลือกด้วยการสัมภาษณ์จากพี่ๆ Young Executive MBA ซึ่งขั้นตอนนี้ก็เปรียบเสมือนการโชว์ของให้กับผู้สัมภาษณ์ได้รู้ว่า ตัวเรามีดีอย่างไร โดยคำถามสัมภาษณ์นั้นคล้ายๆกับการสัมภาษณ์งานทั่วไป อาทิ ทำไมพวกเราถึงต้องเลือกคุณ, คุณคิดว่าตัวคุณเองมีดีอย่างไรที่ทำให้คุณโดดเด่นกว่าผูสมัครคนอื่นๆ, เมื่อคุณได้เข้ามาแล้วคุณจะสามารถช่วยโครงการนี้ได้อย่างไร, คุณเคยทำกิจกรรมไหม บลาๆๆ ดังนั้นการเตรียมคำตอบที่ดี ตอบได้อย่างมั่นใจ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้สัมภาษณ์สนใจในตัวคุณ

หลังจากการสัมภาษณ์ 2-3 วัน ก็ถึงวันประกาศผล และได้ผู้เข้ารอบมาทั้งหมด 88 คน โดยใน 88 คนนี้ ถ้าแบ่งตามมหาวิทยาลัย คนส่วนใหญ่มาจากจฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ประมาณ 60%) ลองลงมาก็เป็นธรรมศาสตร์,เกษตร,มหิดล,ศิลปากร และอื่นๆตามลำดับ แต่ถ้าจะแบ่งตามคณะ คณะที่มาวินเป็นที่หนึ่งก็คือคณะบริหาร รองลงมาก็เป็นวิศวะ,วิทยาศาสตร์,เภสัช,จิตวิทยาและอื่นๆ โดยกลุ่มคนที่เข้ามาก็จะมีอายุกระจายๆอยู่ระหว่าง 22-27 ปี

//เสริมเพิ่มเติมจากอรวี

เกณฑ์การเลือกที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือประวัติการทำกิจกรรม และ/หรือ ประวัติการทำงาน อย่างที่เราได้บอกไปว่าโครงการนี้ต้องการคนที่ active มากๆ

สำหรับตัวเราเอง เราเป็นเด็กจบใหม่ค่ะ ยังไม่มีประวัติการทำงานมาก่อน แต่อาศัยว่าทำกิจกรรมมาหลากหลาย ในขณะที่รุ่นพี่อีกคน ไม่ใช่เด็กกิจกรรมมาก่อน แต่มีประวัติการทำงานที่น่าสนใจ อะไรแบบนี้

สิ่งที่สำคัญอย่างต่อมาคือ คุณต้องตั้งใจเขียนบรรยายมันออกมาให้ได้ กรรมการไม่รู้จักคุณมาก่อน ทำยังไงให้เขาสนใจคุณล่ะ? เขียนในสิ่งที่คุณภาคภูมิใจ และเขียนในสิ่งที่เขาอยากอ่าน

จริงอยู่ที่คนที่ติดโครงการประมาณ 60-70% เป็นเด็กจุฬาฯ แต่นั่นเป็นเพราะว่าสัดส่วนของผู้สมัครมาจากจุฬาฯเยอะมากๆ ประมาณ 60-70% เหมือนกันนั่นแหละ เพราะฉะนั้นไม่เกี่ยวว่าต้องเรียนจุฬาฯมาก่อนนะ

คอนเฟิร์มว่าคนที่ผ่านก็ผ่านเพราะโปรไฟล์กับการตอบคำถามของตัวเองจริงๆ เพราะฉะนั้นมั่นใจในตัวเองเข้าไว้นะ! อย่างอรวีเองเป็นเด็กมหิดล มาจากคณะ ICT เรียกได้ว่าค่อนข้างแตกต่างจากชาวบ้านทีเดียว  เป็นคนแรกของ ICT มหิดลเลยมั้งที่ได้มาเข้า JUMC


นี่เล่าค่อนข้างละเอียดเลยนะเนี่ย 555 ใครมีคำถามอะไรเพิ่มเติมสามารถถามเข้ามาได้นะจ้ะ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ 🙂

Previous

เจาะ 10 ประเด็นน่าคิด ธุรกิจ Real estate 2015

Next

รวม 15 ความทรงจำครั้งสำคัญในปี 2015

4 Comments

  1. Binn

    อยากเข้าร่วม JUMC แต่สมัครแล้วไม่ติดครับ พอจะมีแนวทางแก้ไขเพื่อไปปรับปรุงตัวเองให้เหมาะสมกับโครงการนี้ไหมครับ

    ขอบคุณครับ

    • admin

      ขออ้างอิงคำตอบจากพี่คิมซึ่งเป็นประธานค่ายปีนี้ที่ได้ตอบไว้ในเฟสบุ๊คส่วนตัวนะคะ
      V
      ขอแนะนำแบบรวมๆ ละกัน แนะนำว่า 1 ปีต่อจากนี้ อยากให้เก็บโปรไฟล์ตัวเองให้มากที่สุดครับ ทำ Portfolio ของตัวเองให้แข็งแกร่ง ให้กรรมการปีต่อไปตัดสินใจง่ายๆ น่าจะเพิ่มโอกาสได้เยอะครับ แบบน้องอรเคยเขียน Blog เคยทำกิจกรรมหลายอย่าง เลยตัดสินใจได้ง่ายกว่า (สำหรับกิจกรรมที่เราเคยทำ อ่านได้ที่ oraveevivi.com/profile ค่ะ)

      ส่วนการเขียนอยากให้เขียนอธิบายเยอะๆ มากกว่าเอาแค่คำตอบมาแปะครับ คนแข่งกันเยอะมาก คนไหนเขียนแต่คำตอบมาแปะเฉยๆ กรรมการก็คัดออกง่าย แต่คนอธิบายดีๆ ให้คนเห็นภาพตามได้ง่ายจะได้เปรียบกว่าครับ การเขียนที่ดีต้องทำให้ได้แบบนี้แหละครับ
      ++++
      สรุปก็คือโดยเบื้องต้นแล้ว การคัดเลือกในขั้นตอนแรกมาจากคนที่ขยันทำกิจกรรมค่ะ เราว่าจะกิจกรรมแนวไหนก็ได้นะ เพราะโดยส่วนตัวของเราก็ไม่ใช่กิจกรรมด้านธุรกิจเลย ที่สำคัญคือคุณต้องรู้จักการเล่าเรื่องและบรรยายค่ะ บางทีกิจกรรมที่อาจจะดูไม่มีอะไร แต่ถ้ากลั่นกรองดีๆ อาจจะเล่าให้น่าสนใจได้ก็ได้ สู้ๆนะคะ ^^

  2. ฺBank

    ถ้าจะรบกวนประมาณค่าใช้จ่ายที่ใช้ต่าง ๆ (แบบคร่าว ๆ ก็ได้) ว่ามีค่าใช้จ่ายนอกเหนืออะไรยังไง ประมาณเท่าไหร่ ได้ไหมครับ

    • admin

      ความจริงแล้วหลักๆที่ต้องจ่ายเพิ่มจริงๆ มีแค่ค่าสนับสนุนกิจกรรมกีฬาสีเท่านั้นเองค่ะ รุ่นเราตกคนละ 500 บาท ส่วนสีไหนจะเตรียมงานอลังการขนาดไหน อันนี้ก็เป็นค่าใช้จ่ายของแต่ละสีเอง เช่นกันกับ Business Trip และการทำโปรเจค ค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องของแต่ละกลุ่มเองค่ะว่าอยากพรีเซนต์กันออกมาแบบไหน ส่วนเรื่องการสังสรรค์ อันนี้ก็แล้วแต่บุคคลเลยค่ะ เราเองก็ไปบ้างไม่ไปบ้างตามแต่โอกาส หลักๆคือเรารู้สึกว่าเราจ่ายไปกับค่ากินเยอะ 555 จากที่ปกติไม่มีมื้อดึก เลิกดึกก็เลยมีซะง้าน สรุปก็คือค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่คุณสามารถบริหารจัดการเองได้อยู่แล้วค่ะ เราเอามาเล่าให้ฟังขำๆ ^^

Leave a Reply

Powered by WordPress & Theme by Anders Norén