“โปรแกรมเมอร์คุยไรกันวะ ฟังไม่รู้เรื่องเลย แม่งคุยภาษาต่างดาว” นี่อาจเป็นเรื่องเม้าท์ขำขันเวลาชาว Marketing/Business คุยกัน ลับหลังโปรแกรมเมอร์ เราได้ยินประโยคราวๆนี้บ่อยๆ ก็มักจะเออออไปตามเขา

มีใครในห้องนี้บ้าง ที่ไม่เข้าใจศัพท์ต่างๆเหล่านี้ พี่ตั้ง Warat ตั้งคำถามขึ้นมา
warat present2

ภาพจาก Nopparid Ton Mokpradab

“แล้วใครในห้องนี้บ้างที่ไม่เข้าใจว่าโปรแกรมเมอร์มันคุยอะไรกัน คิดว่าเหมือนภาษาต่างดาว” คนในห้องอีกจำนวนหนึ่งก็ยกมือขึ้นมา
“นี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่นี่คือวิกฤต” คำประกาศกร้าวที่ฉุดเราออกมาจากภวังค์ พี่ตั้งเสริมต่อว่า
  • ก็เพื่อนร่วมงานกันแท้ๆ แต่กลับตั้งแง่ แบ่งแยกกัน มองเห็นกันเป็นคนละพวก
  • เรื่อง tech มันเข้าใจยากเกินไป เราไม่ได้เรียนมา
  • หน้าที่ของเราคือการขายงานเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปเข้าใจ tech
เพราะ AE/Sales/Marketer มองว่า technology ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง มันก็เลยเกิดปัญหาแบบว่า ‘คนขายไม่ได้ทำ ส่วนคนทำก็ไม่ได้ขาย’ มันก็เลยมักจะมีประโยคทำนองว่า “ไม่ทราบจริงๆ ขอกลับไปถามทีมโปรแกรมเมอร์ก่อน”
 
สมมติเล่นๆ ถ้าคุณเป็นคนขายผัดไทย แล้วมีลูกค้าถามมาว่า ผัดไทยที่คุณขายใส่อะไรบ้าง? คุณจะบอกว่าไม่ทราบ ขอวิ่งไปถามพ่อครัวก่อน ยังงั้นหรือ? คุณว่าคุณจะเป็นคนขายผัดไทยที่ดีไหม?

แล้วพี่ตั้งก็เล่าถึงคนๆนึง ชื่อว่าพี่กระติก เขาเป็นเป็น copywriter, creative (และนักแต่งเพลงด้วย!) แต่ว่าวันนึงเขาก็ได้เป็น creative ที่ต้องมาเป็นหัวหน้างานของเหล่าโปรแกรมเมอร์

สิ่งที่พี่กระติกทำคือการทานข้าวกลางวันร่วมกับแก๊งโปรแกรมเมอร์ทุกวัน แล้วบอกให้โปรแกรมเมอร์คุยกันตามปกติ เถียงกันเรื่องเซิร์ฟเวอร์บ้างอะไรบ้าง พี่กระติกจะร่วมรับฟังบทสนทนาของทีมโปรแกรมเมอร์เสมอ

สิ่งที่เกิดขึ้นคือพี่กระติก กลายเป็น creative ที่โปรแกรมเมอร์ทุกคนรัก เขาอาจจะไม่ถึงกับเข้าใจเทคโนโลยีทั้งหมด แต่ว่าเขาสื่อสารภาษาเทคโนโลยีได้ และมีความเข้าใจหัวอกโปรแกรมเมอร์สูงมาก

12915039_10208328519398135_671710559_o
 
ถ้าถามว่าทำอย่างไรล่ะ ฉันถึงจะเข้าใจโปรแกรมเมอร์ เรื่องราวของพี่กระติกก็คือคำตอบ
1. เปลี่ยน Mindset ซะใหม่ (ดูรูปประกอบนะคะ)
  • แทนที่จะคิดว่ายาก ก็คิดซะว่าไม่น่ายากขนาดนั้น
  • แทนที่จะคิดว่าภาษาต่างดาว ก็คิดซะว่าเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ
  • แทนที่จะคิดว่าไม่ใช่เรื่องของฉัน ก็คิดได้แล้วว่านี่ก็อยู่ในหน้าที่ของคุณ
  • ถ้าบอกว่าไม่เคยเรียนมา ก็ถามตัวเองซะว่า จำเป็นต้องเรียนกับครูเสมอหรอ
  • เปิดใจกว้างๆ เหมือนเคสของพี่กระติก พี่เขาไม่ได้ทำแบบนั้นแค่ไม่กี่สัปดาห์ แต่เขากินข้าวกับแก๊งโปรแกรมเมอร์ทุกวัน ‘เป็นปีๆ’
2. ฉันต้องรู้อะไรบ้าง?
  • โห มันมีอะไรเยอะไปหมด Javascript, API, Git, CMS, WooCommerce บลาๆ ไม่ต้องรู้หมดขนาดนั้นหรอกค่ะ คนเราสามารถสื่อสารกันพอเข้าใจได้ โดยไม่ต้องพก dictionary คำศัพท์ถูกไหม?
  • ที่น่าจะรู้ คือพวก Flow พวก Process การทำงานของโปรแกรมเมอร์แบบคร่าวๆ จะได้เข้าใจว่าเขาทำงานกันเป็นขั้นตอนอย่างไรบ้าง
  • กับรู้พวกความสามารถทางเทคโนโลยี (Technology Capability) ว่าเทคโนโลยีสามารถทำอะไรได้บ้าง รวมถึงรู้ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี (Technology Limitation) ว่ามีอะไรบ้างที่มันเว่อร์เกินไป เทคโนโลยีในตอนนี้ยังทำไม่ได้ หรือมันยากเกินไป
มีคนถามพี่ตั้งว่า เหตุการณ์ที่พีคที่สุดที่พี่ตั้ง ในฐานะโปรแกรมเมอร์เคยเจอ คืออะไร?
พี่ตั้งบอกว่ามีปัญหาหลายเรื่องมากที่เกิดขึ้น แต่ที่พีคที่สุดคงจะเป็นตอนที่ AE/Creative/Marketer โยนเรื่องเทคโนโลยีมาให้เป็นเรื่องของเราทั้งหมด คือให้โปรแกรมเมอร์เป็นคนคิด product ให้เลย

ในขณะที่ความเป็นจริงแล้ว โปรแกรมเมอร์ไม่ค่อยได้คลุกคลีกับลูกค้า หรือคนสายธุรกิจ โปรแกรมเมอร์สามารถให้คำแนะนำด้าน Solutions ทางเทคโนโลยีในการแก้ปัญหาได้ แต่ถ้าในเชิงลูกค้า ยังไงคนที่คุยกับลูกค้ามากกว่า เข้าใจลูกค้ามากกว่า ควรจะมีส่วนสำคัญในการคิด product

อีกนัยนึง โปรแกรมเมอร์เองก็ควรต้องเข้าใจธุรกิจด้วย เพื่อช่วยให้ product ออกมาตอบโจทย์ปัญหาลูกค้ามากที่สุด เพราะบางทีสิ่งที่ลูกค้าอยากได้ อาจจะไม่ใช่ฟีเจอร์ใหม่ก็ได้ อาจจะแค่แก้ไขบางอย่างที่มีอยู่ ก็สามารถใช้ได้แล้ว

เวลา AE มาบอกว่าอยากได้อะไร ไม่ควรก้มหน้าก้มตาทำทันที แต่ควรสื่อสารกับ AE ถึงเหตุผลทางธุรกิจได้ด้วย ว่าจริงๆแล้วลูกค้าต้องการอะไร

เรื่องราวเหล่านี้เราได้มาจากการเข้าร่วมงาน YWC Marketing Meetup : MKT is NOW (คราวจริงเป็นอีเวนต์ปิด เฉพาะเด็กค่าย YWC) แต่มีพี่พริ้ว Parima ได้เขียนสรุปความรู้ลงในบล็อก priwziest แล้ว เชิญทัศนาได้ค่ะ 🙂


ที่เราเลือกที่จะเขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะว่าเราเพิ่งทราบปัญหานี้เป็นครั้งแรก แต่เราละอายใจจริงๆ มันเป็นปัญหาที่เราเห็น เราทราบมาโดยตลอด ว่าคนสองกลุ่มนี้ไม่เข้าใจกันขนาดไหน แต่ในฐานะที่ตัวเองเข้าใจเทคโนโลยีและธุรกิจพอสมควร กลับนิ่งเฉย อยู่กับกลุ่มไหนก็ไหลไปตามกลุ่มนั้น ไม่คิดจะทำอะไรซักอย่าง

 

นอกจากเรื่องที่เราตระหนักในปัญหาแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่เราอยากเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ Storytelling ของพี่ตั้ง น่าสนใจมากที่คนสาย tech คนนึง จะสามารถเล่าเรื่องราวที่ inspire ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

เริ่มต้นจากคำถามที่สามารถ engage คนฟังได้ อย่างเรื่องไม่เข้าใจภาษาโปรแกรมเมอร์ ตอนแรกก็ทำเหมือนตลกๆขำๆ แต่แล้วก็เปลี่ยนโทนมายังโทนที่จริงจัง เล่าถึง impact ของปัญหา ตามมาด้วยการเล่าเรื่องราวของคนๆนึง ซึ่งน่าสนใจและเข้าใจง่าย ก่อนจะมอบคำแนะนำ โดยอ้างอิงถึงบุคคลคนนั้นที่ทำมาแล้ว เพื่อให้เราเห็นตัวอย่างปฏิบัติ พร้อมคำแนะนำอื่นๆเสริมตามมา เราว่ามันน่าสนใจดี เพราะนี่คือ Persuasive speaking เป็นการขอให้เปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งถือเป็น Presentation ที่ยากมากๆอย่างนึง ซึ่งพี่แกทำออกมาได้ดีมากๆ 🙂 หวังว่าบทความนี้จะเป็นกำลังใจให้ทั้งสาย Business และสาย Programmer ทำความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้นนะคะ