อรวีมีโอกาสได้เข้าร่วมงานอีเวนต์หรืองานสัมมนาต่างๆก็หลายงานอยู่ แต่งานหนึ่งที่จะจำได้แม่นและยังรู้สึกอยากไปอยู่เรื่อยๆหากมีจัด ก็คืองาน Creative Talk โดย คุณเก่ง Rgb72

อย่างครั้งล่าสุด(ครั้งที่ห้า)นี้ ก็ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของงานอีเวนต์นี้เลย

หลักฐานความเปรี้ยงของงานนี้
  • 250 ที่นั่ง จองเต็มภายใน 1 นาที (เปิดจองตอน 7 โมงเช้า นี่ตื่นมาจองกันจริงจังมาก o_O)
  • พบรายงานมีคนพยายามเข้ามาจองทั้งสิ้น 2,237 คน!

คุณเก่งก็เก่งสมชื่อจริงๆ จากการวิเคราะห์เองเออเองของผู้เขียน ก็พบว่างานนี้นั้นประกอบไปด้วยคุณลักษณะต่างๆดังนี้

เปรี้ยง 1: หัวข้อที่ฟังง่าย (พูดก็ง่ายด้วย)

ฟังง่าย เพราะ เนื้อหาเป็นการสรุป review ข่าวสารหรือบทเรียนที่เกิดขึ้นแล้ว และ preview เทรนด์ที่น่าจะมาในอนาคต ไม่ใช่บทเรียนวิชาการ ไม่ต้องอาศัยความรู้มาก (แต่ก็ควรรู้จักคำศัพท์ของวงการมาบ้าง)

พูดง่าย เพราะ ใครๆก็พูดได้ มันคือการพูดเล่าประสบการณ์ที่ตัวเองพบเจอ และอาศัยประสบการณ์ต่างๆเหล่านั้นมาแสดงความคิดเห็นสิ่งที่น่าจะเกิดในอนาคต ต่างจากครั้งอื่นที่บางครั้งจะมาในลักษณะธีม เช่น ครั้งที่สี่ คือ Never Give Up ซึ่งจำเป็นต้องหาผู้พูดที่มีเรื่องราวสอดคล้อง เป็นต้น

เราว่านี่เป็นสถานการณ์วินๆทั้งคนฟังและคนพูด เพราะเป็นการรับฟังความคิดเห็นส่วนตัวของผู้พูด จึงไม่ต้องข้อมูลแน่นและเป็นทางการมาก สบายๆ ฟังง่าย

แต่ถ้าจะให้ติซักนิดก็คือ หัวข้อ A year in (p)review จริงๆเราเห็นครั้งแรกแล้วยังไม่เก็ทเท่าไรว่ามันคืออะไร และจะพูดเรื่องอะไรกันแน่ แต่บอกตามตรงว่าเราเองก็ไม่ได้ซีเรียสมาก 55 เพราะอะไรน่ะหรอ? เพราะเราเข้าใจว่างานนี้คงเป็นการแชร์ประสบการณ์อยู่แล้ว เพราะงั้นจะเป็นเนื้อหาประสบการณ์แนวไหนก็ได้ ขอแค่เนื้อหามีประโยชน์ก็พอ =] 

เปรี้ยงที่ 2: จัดแพคเกจสุดคุ้มค่า

จำนวนวงการจัดหนักถึงสี่วงการ จำนวน speakers ก็จัดเต็มถึง 14 คน จำนวนชั่วโมงก็มากขึ้น ให้ความรู้สึกเข้มข้น มาแล้วต้องได้อะไรกลับไป มากกว่างานเล็กๆ

หมายเหตุ ในวันจริง ผู้พูดในหัวข้อ Creative/Design มีการเปลี่ยนแปลง 1 ท่านนะจ้ะ

เปรี้ยงที่ 3: รู้จักกลุ่มผู้ฟัง

ปกติแล้วการจับหลายๆวงการมารวมกันในงานเดียวก็เสี่ยงว่าผู้ฟังจะสนใจหรือเปล่า แต่หัวข้อทั้งสี่ได้แก่ Creative/Design, Technology, Digital Marketing และ Startup เรียกได้ว่า ทั้งสี่หัวข้อนี้มีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวโยงกันอยู่ โดยล้วนเกี่ยวข้องกับการรู้จักใช้เครื่องไม้เครื่องมือสมัยใหม่ ความสนใจของผู้ฟังส่วนใหญ่มักจะมีมากกว่าหนึ่งหัวข้อ เช่น คนที่สนใจสตาร์ทอัพก็มักจะสนใจเทคโนโลยี คนที่สนใจงานในเชิง marketing ก็มักจะสนใจแนวคิดแบบ creative เป็นต้น คนฟังเองก็จะได้อัพเดตข่าวสารในสายงานอื่นๆที่ตนเองอาจจะไม่ได้เชี่ยวชาญนัก

เปรี้ยงที่ 4: อันเชิญเซเลป

ทีเด็ดของครั้งนี้คือการมาของคนดังหลายท่าน (ที่บางทีมักจะพบในงานที่เสียตังค์มากกว่างานฟรี 555 ) ในหมวดอื่นผู้เขียนไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่ในหมวด Startup บอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะเป็นการมาของผู้นำจากสาม incubation program ของสาม Telco ยักษ์ใหญ่ AIS The Startup, true incube และ dtac accelerate กับคุณหมู ookbee เซเลปแห่งสตาร์ทอัพไทย

แน่นอนว่าการมาของพวกเขาจึงให้ความรู้สึกว่าเป็นงานที่มีคุณภาพ และคงให้ความรู้สึกตื่นเต้นสำหรับแฟนคลับ (พี่หมูมีแฟนคลับเยอะไม่ธรรมดานะครัฟ)

เปรี้ยงที่ 5: เฟ้นหากูรู

ในเคสของผู้เขียนเอง ผู้เขียนอาจจะไม่ได้ตื่นเต้นกับการมาของเซเลปมากซักเท่าไร ผู้เขียนสนใจการมาของคนที่ไม่ดังมากแต่เป็นกูรูมากกว่า เพราะคนพวกนี้ไม่ได้ออกงานเป็นประจำ เราไม่ได้เจอเขาได้บ่อยๆ เราอยากรู้จักว่าเหล่ากูรูเหล่านี้เขาเป็นใครกันบ้าง =]

เปรี้ยงที่ 6: งานนี้ฟรี พี่บอกเลย

คือถ้าเสียเงินอาจจะต้องคิดก่อน ต้องดูบริบทก่อน แต่ถ้าฟรีก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก 555 ตราบใดที่ไม่ได้ติดธุระอะไรพอดีก็อยากจะไปอยู่แล้ว

เปรี้ยงที่ 7: มีของแจกอีกต่างหาก!

ฟังฟรีไม่พอ ยังมีขนมมีน้ำดื่มให้ทานฟรี แถมยังมีแจกของรางวัลอีกต่างหาก! ในครั้งนี้มีตั๋วหนังที่ได้กันแทบถ้วนหน้า (200 คนจาก 250 คน) ไม่รวมกิจกรรมแจกของต่างๆที่จัดเพิ่ม คือรู้สึกประทับใจ 555 ของแบบนี้ใครๆก็ชอบแหละน่า

เทคนิคก็มาจากการหาสปอนเซอร์นั่นเอง ยิ่งได้ชื่อว่าเป็นงานดีและฟรี เราว่าเผลอๆน่าจะช่วยให้หาสปอนเซอร์ไม่ยากด้วยนะ

ของแจกเฉพาะคนมาไว ได้กับเขาด้วยนะอรวี ภูมิใจจจ

เปรี้ยงที่ 8: Support ที่ดี

  • มีการทำ content สรุปเนื้อหาเด่นๆออกมาให้ด้วย แถมโพสต์อย่างฉับไว คนร่วมงานก็ชอบ คนไม่ได้ร่วมงานก็ถูกใจ
  • ทีมงานยิ้มแย้มน่ารักดี อันนี้อยากบอก 55

เพิ่งรู้จักศัพท์นี้ค่ะ รวม Modern + Luxury เป็นความรู้ใหม่ในงานสำหรับเรา

ขอจบการวิเคราะห์เอาเองแต่เพียงเท่านี้นะคะ ใครมีความเห็นอะไรเพิ่มเติมคุยกันได้น้า