ท้าพิสูจน์การทดลอง “36 คำถามที่ทำให้คนตกหลุมรักกัน”

เล่าประสบการณ์การทดลอง “36 คำถามที่ทำให้คนตกหลุมรักกัน” การตั้งคำถาม เพื่อสร้างความสนิทสนมกลมเกลียว เวิร์คจริงหรือไม่?

จุดเริ่มต้น

บังเอิญว่าเรารู้จักกับหนึ่งในผู้จัดงาน และเห็นเขาแชร์สิ่งนี้บนเฟสบุ๊ค

ma-d event questions love

เปิดรับอาสาสมัครมาร่วมทดสอบงานวิจัย ค้นหาความลับของความสัมพันธ์มนุษย์ ด้วย 36 คำถามที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าจะทำให้คน(ไม่)แปลกหน้าตกหลุมรักกัน

มาร่วมทดลองและสนทนาสนุกๆกับเรา
ในวันที่ 20 มีนาคม 2559
13.00 – 17.00 น.
ที่ Ma:D club เอกมัย ซอย 4

สามารถอ่านเกี่ยวกับงานวิจัยเพิ่มเติมได้ที่ psychologytoday (ลิสต์คำถามอยู่ที่นี่), gentlemanredux หรือชม TED talk


เราเห็นรายละเอียดคร่าวๆ แค่นี้แหละ แล้วเราก็สมัครทันทีแบบไม่คิดอะไรมาก เราชอบเรื่องแนวจิตวิทยาอยู่แล้ว แถมเรารู้สึกว่าตัวเราเอง ไม่ใช่คนที่เก่งเรื่องความสัมพันธ์กับคนซักเท่าไร เลยอยากลองดูเพื่อนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน

ก่อนวันเข้าร่วม มีการทำแบบทดสอบ MBTI TEST จำนวน 132 ข้อ ซึ่งผลจากการทำแบบทดสอบก็คือ ผลลัพธ์ว่าคุณมีบุคลิกภาพแบบไหน ใน MBTI ทั้งหมด 16 แบบ ซึ่งของเรา เราได้ผลลัพธ์เป็นคนประเภท INFP (นักอุดมคติ) (ซึ่งก็โครตตรงกะเราเลย)

ด้วยข้อจำกัดด้านสถานที่ งานทดลองนี้จึงรับอาสาสมัครแค่ชายหญิง 10 คู่เท่านั้นเอง การจับคู่จะเป็นไปตามที่เตรียมงานเตรียมให้ ซึ่งในตอนแรกเราก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาเลือกจากอะไร ที่แน่ๆ คือเป็นคู่ชายหญิงแปลกหน้า ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

คู่กับบีเวอร์คุงหรอ!?

555555 อันนี้ขอเล่าแบบตรงไปตรงมา ชายหนุ่มที่เราได้คู่ด้วยนั้น แวบแรกที่เราเห็น เขาทำให้เรานึกถึงตัว ‘บีเวอร์’ ก็เลยแอบตั้งสมญานามให้ว่าบีเวอร์คุง >_< ปรากฏว่าเราได้คู่กับเขาเว้ยเฮ้ย ตอนมาถึงเรายังไม่ค่อยได้คุยกับเขาเท่าไร ตอนแรกก็ยังรู้สึกไม่ค่อยสนิทใจ เรารู้สึกว่าเขาเป็นบีเวอร์ที่ดูหน้านิ่งๆ ขรึมๆ ไปหน่อย เลยแอบหวั่นๆ (เดี๋ยวหลังจากนี้ขอเรียกว่า นาย ก. แทนละกัน จะบีเวอร์ตลอดก็เกรงจะมิงาม 55)
 

เราเป็น Introvert เหมือนกัน

นาย ก. พูดระหว่างที่ตอบคำถามข้อนึง ว่าด้วยเรื่องระบุสิ่งที่คิดว่าเราทั้งคู่เหมือนกัน เราฟังแล้วก็เห็นด้วย ไม่ได้แปลกใจอะไร แต่ทว่า…..
“แต่เธอน่ะ…เป็นคน Introvert ขั้นรุนแรงเลยแหละ ใช่ไหม?”
ประโยคนี้ทำให้เราถึงกับชะงัก เพราะตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ เรายิ้มแย้มและทักทายเพื่อนใหม่ไม่มีหยุดเลย ทำไม?? ทั้งๆที่วันนี้เราเป็นเราคนใหม่ แต่ทำไมเขาถึงมองเห็นตัวเราที่เคยเป็นได้??? เขาบอกแต่เพียงว่าดูออก แต่เราก็ยังไม่เข้าใจนัก เป็นความพีคที่เราคาใจจนถึงตอนนี้
(เราเคย Introvert ขั้นรุนแรงจริงๆค่ะสมัยก่อน แต่ทุกวันนี้เราเปลี่ยนไปมากเหมือนกัน งานที่เราทำ ก็ได้พบเจอผู้คนมากมายทีเดียว)
 

นักอุดมคติมาเจอกัน

และเราก็ได้ทราบว่าเรากับเขาเป็นคนบุคลิกประเภทเดียวกัน (บุคลิกนักคิดอุดมคติ) แต่เราไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เรากับเขา จะมีอะไรที่เหมือนกันได้มากมายขนาดนี้
  • เป็นคนบ้างาน มุ่งมั่นตั้งใจทำงานเหมือนกัน
  • เป็นลูกคนโตเหมือนกัน
  • เรียนจบสาย technical แต่ทำงานไม่ตรงสาย
  • ชอบออกกำลังกายเหมือนกัน
  • มีวิธีการคิดในหลายเรื่องคล้ายกัน
  • Passion แรงเหมือนกัน
  • ตอนนี้บ้านอยู่แถวอ่อนนุชเหมือนกัน
  • เคยอยู่แถวสีลมมาก่อนเหมือนกันอีก!
  • แถมยังมีปมด้อยบางอย่างที่เราต่างก็เล่าให้ฟังกันและกัน
ทุกอย่างผ่านไปเร็วมาก เราไม่รู้จะพูดยังไง ยิ่งคุยก็ยิ่งรู้สึกสนิทใจ ไว้วางใจ เราเชื่อมาตลอดว่าตัวเองเป็นคนแปลก เชื่อว่าคงไม่มีทางเจอใครที่จะเข้าใจเราได้ แต่จู่ๆ เรากลับเหมือนค้นพบคนๆ นั้นได้ในวันนี้
 

จ้องตา กับสายตาที่เปลี่ยนไป

ที่สุดติ่งมากก็คือ หลังจากที่หมดเวลาลง เหล่าทีมงานก็บอกให้แต่ละคู่ จ้องตากันเงียบๆเป็นเวลา 4 นาที!!! เย้ยยยย O{}O ผมนี่ร้องเย้ยเลยก๊าบบบ ไม่ไหวแน่ๆ ปกติมองตากันสิบวิก็เขินชิบหายแล้วป่าวแว้ อรวีตายแน่ และอรวีก็เกือบตายจริงๆ พอหมดเวลา 4 นาที นาย ก. ถึงกับต้องเข้ามาโอ๋เราเลยทีเดียว “ทีมงานใจร้าย คู่ผมจะร้องไห้อยู่แล้วครับ” 55555 อีอรวีเกือบตายจริงๆ น้ำตาเล็ดเลยค่ะ ?
ความจริงแล้วเรากะอักกะอ่วนมากช่วงนาทีแรก คือมองบีเวอร์คุงแล้วหัวเราะตลอด แต่นาทีหลังๆที่เราเริ่มนิ่งได้ พอเรามองเขาดีๆ ก็รู้สึกว่าเขาไม่เหมือนบีเวอร์แล้ว กว่า 45 นาทีที่เราได้คุยกันมา เขาก็คือคนๆนึง คนที่มีอะไรเหมือนเราหลายอย่าง
ไม่รู้ว่าเพราะใบหน้าเขาเปลี่ยนไป หรือเพราะเรามองเขาเปลี่ยนไปกันแน่ เรากลับพบว่าดวงหน้าและดวงตาของเขา ใสขึ้นกว่าครั้งแรกที่เรามองมาก..
 
ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง จากคนแปลกหน้าที่เรามองเขาเป็นบีเวอร์คุง กลับกลายเป็นชายคนหนึ่ง ที่หลอดคะแนนมิตรภาพพุ่งเขียวขจีมาก (เดอะซิมชัดๆ)

เจ้าหมาน้อย (เรื่องแถม)

ตอนที่นั่งวงล้อมแชร์ feedback ของแต่ละคู่กัน นาย ก. ก็แชร์ออกไปได้น่ารัก น่าประทับใจมาก เขาแชร์ให้ทุกคนฟังว่าเขาประทับใจเรายังไงบ้าง (เขินเลยแฮะ) จุดที่พีคคือ ระหว่างที่นาย ก. พูด และกำลังจะส่งต่อมาให้เรา เจ้าด่าง(หมาน้อยสุดน่ารักของทีมงาน)ก็โผล่เข้ามาอยู่ตรงกลางระหว่างเราสองคน แล้วก็ออดอ้อนเรากันใหญ่ ในระหว่างที่คู่เราแชร์กัน ก็จะมีเจ้าหมาน้อยเป็นตัวคั่นกลาง คอยสร้างสีสันไปด้วย น่ารักโครตๆเลยโมเมนต์นั้น นี่ไม่อยากจะชมตัวเอง 5555

อธิบายการทดลองครั้งนี้

ของเรากับ นาย ก. เป็นเคสการทดลองจับคู่คนที่มีบุคลิกภาพแบบ “INFP” มาเจอกัน คนอื่นๆ ก็จะมีบุคลิกภาพแบบอื่นๆ บางคู่ก็เป็นการจับคู่คนที่มีบุคลิกภาพเหมือนกัน(อย่างเช่นเคสเรา) แต่ในขณะที่บางคู่ ก็เป็นการจับคู่บุคลิกภาพที่ต่างสุดขั้วกัน

สงสัยว่าเราจะจ้องตากันไปทำไม? มีการทดลองนึงเขากล่าวว่า การจ้องตากันจะทำให้เรารู้สึกสนิทใจกับคนๆนั้นมากยิ่งขึ้น (ดูเหมือนว่าจริงๆแค่ 2 นาทีก็พอแล้ว แต่ทีมงานแถมให้ 5555)

สำหรับคำถาม 36 ข้อนั้น คำถามจะถูกหั่นแบ่งออกเป็น 3 เซ็ต (เซ็ตละ 12 ข้อ) โดยจะมีเวลาให้ทั้งหมด 15 นาที ในการถามตอบแต่ละเซ็ต ถ้าหมดเวลา ให้ข้ามไปเซ็ตต่อไปเลย

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ไม่มีคู่ไหนทำได้ครบ 36 ข้อจริงๆ ข้อที่อยู่ท้ายๆของแต่ละเซ็ตมักจะไม่มีเวลาได้ทำ ข้อเสียก็คือ อาจพลาดคำถามดีๆ แต่ข้อดีก็คือเป็นการควบคุมเวลา ไม่งั้นบทสนทนาสามารถไหลไปได้เรื่อยๆ และอาจคุยยาวทั้งวัน (แต่โดยส่วนตัวเราคิดว่าอยากให้เพิ่มเวลาซักนิด เป็นเซ็ตละ 20 นาที)

พอได้ลองกับคนบุคลิกเดียวกัน ใจจริงเราก็แอบอยากลองกับคนต่างบุคลิกบ้าง แต่เขาว่าเราไม่ควรทำในวันเดียวกัน เพราะมันจะก่อให้เกิดการเปรียบเทียบ

สรุปผลการทดลอง

(รอทางทีมงานส่งข้อมูลสรุปผลให้ เดี๋ยวจะมาอัปเดตให้นะคะ ระหว่างนี้ขอเล่าจากที่สังเกตเองก่อน)

 

หลังจบการทดลอง ทั้งกลุ่มก็ได้มานั่งแชร์ความคิดเห็นกัน ส่วนใหญ่จะให้ผลตอบรับที่ดี รู้สึกสนิทขึ้นจริง และสามารถคุยกันต่อได้อย่างออกรส

 

โดยส่วนตัวเราว่าความลับมันไม่มีอะไรมาก เป็นเพราะว่า คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่สะท้อนชีวิต และพวกเราต่างก็มาร่วมการทดลองอย่างเต็มใจ ให้ใจและกล้าเปิดเผยชีวิต บางทีด้วยความที่เป็นคนแปลกหน้ากันอาจจะยิ่งดีด้วยซ้ำ เราจึงพร้อมเรียนรู้และรับฟังมากกว่าปกตินั่นเอง

 

บอกก่อนนะ ว่าเราไม่ได้ตั้งใจกะมาหาแฟน เพราะงั้นความสัมพันธ์ต่อไปจะเป็นไงก็ไม่รู้เหมือนกัน เหมือนกันมากสุดๆแบบนี้ บางทีอาจจะเหมาะเป็นเพื่อนมากกว่า 🙂

 

ไว้มีโอกาสจะเขียนอีกซักบทความ จะมาพูดถึงแต่ละคำถามอย่างละเอียดกัน สำหรับบทความนี้เป็นการรีวิวคร่าวๆ+แชร์ประสบการณ์ แต่เพียงเท่านี้ค่า ฝากติดตามบทความอื่นๆ ต่อไปด้วยนะคะ

Previous

เปิดเผยวันเวลาที่คนกดไลค์มากสุด แยกตามประเภทของเพจ

Next

วิกฤตเมื่อ AE/Creative/Marketer ไม่รู้เทคโนโลยี ไม่เข้าใจโปรแกรมเมอร์

3 Comments

  1. ติ่ง

    อ่านแล้วฟิน5555

  2. ฮริ้ววววว *3*

Leave a Reply

Powered by WordPress & Theme by Anders Norén